Championkung209
วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ประวัติความเป็นมาของไมโครโปรเซสเซอร์
ประวัติ ความ เป็น มา ของ ไมโคร โปรเซสเซอร์
ไมโคร โปรเซสเซอร์ กำเนิด ขึ้น มา ใน ช่วง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1970 โดย เกิด จาก การ นำ เทคโนโลยี 2 อย่าง มา พัฒนา ร่วม กัน ซึ่ง ก็ คือ เทคโนโลยี ทางด้านดิจิตอลคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยี ทางดัานโซ ลิดสเตต (solidstate) ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ จะ ทำ งาน ตาม โปรแกรม ที่ เรา ป้อน เข้า ไป โดย โปรแกรม เป็น ตัว บอก คอมพิวเตอ ร ์ ว่า จะ ทำ การ เคลื่อน ย้าย และ ประมวล ผล ข้อ มูล อย่าง ไร การ ที่ มัน จะ ทำ งาน ได้ นั้น ก็ ต้อง มี วง จร คำนวณ หน่วย ความ จำ และ อุปกรณ์ อินพุต/เอาต์พุต (input/output) เป็นส่วน ประกอบ ซึ่ง รูป แบบ ใน การ นำ สิ่ง ที่ กล่าว มา นี้ รวม เข้า ด้วย กัน เรา เรียก ว่า สถาปัตยกรรม (architecture) ไมโคร โปรเซสเซอร์ มี สถาปัตยกรรม คล้ายกับดิจิตอลคอมพิวเตอร์ หรือ พูด อีก นัย หนึ่ง ได้ ว่า ไมโคร โปรเซสเซอร์ ก็ เหมือนกับดิจิตอลคอมพิวเตอร์ เพราะ สิ่ง ทั้ง สอง นี้ ทำ งาน ภาย ใต้ การค วบคุม ของ โปรแกรม เหมือน กัน ฉะนั้น การ ศึกษา ประวัติ ความ เป็น มา ของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ จะ ช่วย ให้ เ เรา เข้า ใจ การ ทำ งาน ของ ไมโคร โปรเซสเซอร์ และ การ ศึกษา ประวัติ ความเป็นา มา ของ วง จร โซ ลิดสเตตก็ จะ ช่วย ให้ เรา เข้า ใจ ไมโคร โปรเซสเซอร์ มาก ยิ่ง ขึ้น เพราะ ไมโคร โปรเซสเซ อร ์ก็ คือ วง จร โซ ลิดสเตตนั่น เอง ช่วง สงคราม โลก ครั้ง ที่ 2 ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ได้ ถูก พัฒนา ขึ้น เพื่อ ใช้ งาน ทางก้าน การ ทหาร ใน ช่วง กลาง ทศ วรรษ ที่ 1940ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ถูก พัฒนา ขึ้น เพื่อ ใช้ งาน ใน ด้าน วิทยา ศาสตร์ และ ธุรกิจ ใน ช่วง สงคราม นี้ ได้ มี การ ศึกษา การ ทำ งาน ของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ที่ มี ความ เร็ว สูง (มี ชื่อ ว่า วง จร แบบพัลส์ (pulse circuit) ที่ ใช้ ใน เรดาร์) ทำ ให้ เรา เข้า ใจดิจิตอลคอมพิวเตอร์ มาก ขึ้น ภาย หลัง สงคราม ได้ มี การ ค้น คว้า เกี่ยวกับคูณ สมบัติ ทางกาย ภาย ของ โซ ลิดสเตตอ ย่าง มาก จน กระ ทั่ง ใน ปี ค.ศ . 1948 นัก วิทยา ศาสตร์ ที่ ห้องเบลล์แล็บ (Bell laboratory) ได้ ประดิษฐ์ ทรานซิสเตอร์ ที่ ทำ จาก โซ ลิดสเตต ใน ช่วง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1950 เริ่ม มี การ ผลิตดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ขึ้น เพื่อ ใช้ งาน โดย ทั่ว ๆ ไป ซึ่ง ทำ มา จาก หลอด สูญญากาศ หลอด สูญญากาศ เหล่า นี้ เป็น ส่วน ประกอบ สำคัญ ของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ซึ่ง เรา จะ นำ ไป สร้าง เป็น วง จร พื้น ฐาน เช่น เกต (gate) แป ละฟลิปฟลอป (flip-flop) โดย เรา จะ นำ เกตและฟลิปฟลอปหลาย ๆ อัน มา รวม กัน เพื่อ ใช้ ใน การ สร้าง วง จร คำนวณ หน่วย ความ จำ และ อุปกรณ์อินพุต /เอาต์พุตของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ตัว หนึ่ง ๆ จะ มี วง จร ต่าง ๆ อยู่ มาก มาย ใน ช่วง แรก วง จร ต่าง ๆจะ สร้าง ขึ้น จาก หลอด สูญญากาศ จึง ทำ ให้ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ใน ช่วง แรก ๆมี ขนาด ใหญ่ และ เนื่อง จาก หลอด สูญญากาศ นี้ เมื่อ ใช้ งาน นานๆจะ ร้อน ดัง นั้น เรา จึง ต้อง ติด ตั้ง ระบบ ระบาย ความ ร้อน เข้า ไป ด้วย ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ที่ ใช้ หลอด สูญญากาศ นี้ มัก เชื่อ ถือ ไม่ ค่อย ได้ เมื่อ เทียบกับมาตร ฐาน ของ คอมพิวเตอร์ ใน ปัจจุบัน การ ใช้ หลอด สูญญากาศ นี้ เป็น ส่วน ประกอบ ของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ทำ ให้ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ช่วง แรก มี ราคา แพง และ ยาก ต่อ การ ดู แล รักษา ข้อ เสีย ต่าง ๆ ของ หลอด สูญญากาศ นี้ ทำ ให้ เรา พัฒนาดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ใน ช่วง แรง ไป ได้ ช้า มาก คอมพิวเตอร์ ช่วง แรก ๆ ยัง ไม่ มี ที่ สำหรับ เก็บ โปรแกรม แต่ จะ มี ที่ ไว้ สำหรับ เก็บ ข้อ มูล เท่า นั้น ซึ่ง ใน ช่วง ปลาย ทศ วรรษ ที่ 1940 จน ถึง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1950 การ ใช้ งาน คอมพิวเตอร์ จะ ทำ การ โปรแกรม โดย วิธี ที่ เรียก ว่า พาตช์คอร์ด (patch - cord) ซึ่ง โปรแกรมเมอร์จะ ต้อง เป็น ผู้ นำ สาย ต่อ เข้ากับเครื่องเพื่อ บอก ให้เครื่องรู้ ว่า จะ ต้อ งทำ การ ประมวล ผล ข้อ มูล อย่าง ไร โดย หน่วย ความ จำ ของเครื่องจะ มี ไว้ สำหรับ เก็บ ข้อ มูล เท่า นั้น คอมพิวเตอร์ ใน ช่วง หลัง ๆ จะ มี ที่ สำหรับ เก็บ โปรแกรม ซึ่ง ก็ หมาย ความ ว่า ขั้น ตอน การ ทำ งาน ของ คอมพิวเตอร์ จะ ถูก จัด เก็บ อยู่ ใน หน่วย ความ จำ ของ คอมพิวเตอร์ ด้วย การ ที่ เรา จะ ทราบ ว่า ข้อ มูล ใน ตำแหน่ง ใด เป็น ขั้น ตอน การ ทำ งาน หรือ เป็น ข้อ มูล ที่ มี ไว้ สำห รับ ประมวล ผล ก็ โดย การ ตรวจ สอบ ดู ข้อ มูล นั้น ว่า อยู่ ที่ ตำแหน่ง ใด (ซึ่ง เรา จะ ต้อง ทราบ ว่า เรา เก็บ ข้อ มูล ต่าง ๆ ที่ ตำแหน่ง ใด และ เก็บ โปรแกรม ที่ ตำแหน่ง ใด) ความ คิด เกี่ยวกับที่ เก็บ โปรแกรม นี้ เป็น สิ่ง จำ เป็น อย่าง มาก รวม ทั้ง เป็น พื้น ฐาน ที่ สำคัญ ตัว หนึ่ง ใน สถาปัตยกรรม คอมพิวเตอร์ ใน ช่วง ทศ วรรษ ที่ 1950 ได้ มี การ ค้น คว้า และ ทด ลอง โซ ลิดสเตตกัน อย่าง จริง จัง ทำ ให้ ได้ รู้ จัก สาร กึ่ง ตัว นำ มาก ยิ่ง ขึ้น ได้ มี การ นำ สาร ซิลิคอน มา ทด แทน สาร เจอร์เมเนียม ซึ่ง เป็น วัตถุ ดิบ ที่ สำคัญ ใน การ ผลิต เซ มิ คอน ดักเตอร ์ (semiconductor) ทำ ให้ ช่วย ลด ต้น ทุน การ ผลิต ลง เนื่อง จาก สาร ซิลิคอน หา ได้ ง่า ยก ว่า สาร เจอร์เมเนียม และ การ ผลิต ทรานซิสเตอร์ (transistor) ที่ ทำ มา จาก สาร กึ่ง ตัว นำ จำนวน มาก ก็ จะ ช่วย ทำ ให้ หา ง่า ย และ มี ราคา ถูก ลง ใน ช่วง ปลาย ทศ วรรษ ที่ 1950 นัก ออก แบบดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ได้ นำ ทรานซิสเตอร์ มา ใช้ แทน หลอด สูญญากาศ โดย วง จร ต่าง ๆ ก็ ยัง คง ใช้ ทรานซิสเตอร์ หลาย ตัว ใน การ ทำ งาน แต่ คอมพิวเตอร์ ที่ ทำ จาก ทรานซิสเตอร์ นี้ จะ มี ขนาด เล็ก กว่า เย็น กว่า และ น่า เชื่อ ถือ มาก กว่า คอมพิวเตอร์ ที่ ทำ จาก หลอด สูญญากาศ ใน ช่วง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1960 แนว ทางการ สร้าง คอมพิวเตอร์ จาก โซ ลิดสเตตได้ แยก ออก เป็น 2 แนว ทาง แนว ทางหนึ่ง คือ การ สร้าง คอมพิวเตอร์ ขนาด ใหญ่ ที่ ต้อง อยู่ ใน ห้อง ที่ มีเครื่องปรับ อากาศ ซึ่ง สร้าง โดย บริษัท ยักษ์ ใหญ่ เช่น บริษัท IBM,Burroughs และ Honeywell เครื่องคอมพิวเตอร์ ประเภท นี้ สามารถ ประมวล ผล ได้ ที ละ มาก ๆ และ จะ ถูก นำ ไป ใช้ งาน ทางด้าน การ พาณิชย์ และ ด้าน วิทยา ศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ขนาด ใหญ่ เหล่า นี้ จะ มี ครา คา แพง มาก เพื่อ ที่ จะ ให้ คุ้มกับราคา จึง ต้อง ใช้ งาน มัน ตลอด เวลา มี วิธี การ อยู่ 2 วิธี ใน การ ที่ จะ ใช้ งาน คอมพิวเตอร์ ได้ อย่าง คุ้ม ค่า ที่ สุด นั่น ก็ คือ วิธี แบตช์โหมด (batch mode) และ ไทม์แชริ่งโหมด (timesharing mode) วิธี แบตช์โหมด คือ การ ที่ งาน ขนาด ใหญ่ เพียง 1 ชิ้น จะ ถูก ทำ ใน ที เดียว และ งาน ชิ้น ต่อ ไป จะ ถูก ทำ ทัน ที เมื่อ งาน ชิ้น นี้ เสร็จ ส่วน วิธี ไทม์แชริ่งโหมด คือ การ ทำ งาน หลาย ๆ ชิ้น พร้อม กัน โดย แบ่ง งาน นั้น ออก เป็น ส่วน ๆ และ ผลัด กัน ทำ ที ละ ส่วน อีก แนว ทางหนึ่ง คือ การ สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ มี ขนาด เล็ก กว่า โดย มี ขนาด เท่า โต๊ะ เรียก ว่า มิ นิ คอมพิวเตอร์ (minicomputer) ซึ่ง มี ความ สามารถ ไม่ เท่ากับเครื่องขนาด ใหญ่ แต่ มี ราคา ถูก กว่า และ สามารถ ทำ งาน ที่ มี ประ โยชน์ ได้ มาก ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ ถูก นำ ไป ใช้ งาน ใน ห้องแล็ บ นัก วิทยา ศาสตร์ จะ ใช้ ดีดิเคตคอมพิวเตอร์ (dedicated computer)ซึ่ง ก็ คือ คอมพิวเตอร์ ที่ ทำ งาน ได้ อย่าง เดียว แทน ที่ จะ ใช้ คอมพิวเตอร์ ขนาด ใหญ่ ที่ สามารถ ทำ งาน ที่ แตก ต่าง กันไ ด้หลาย อย่าง โซ ลิดสเตตยัง คง ถูก พัฒนา ต่อ ไป ควบ คู่กับดิจิตอลคอมพิวเตอร์ แต่ ใน ปัจจุบัน เทคโนโลยี ทั้ง สอง นี้ มี ความ เกี่ยว ดอง กัน มาก ขึ้น การ ที่ คอมพิวเตอร์ มี วง จร พื้น ฐาน ที่ คล้าย กัน จึง ทำ ให้ อุตสาหกรรม ด้าน สาร กึ่ง ตัว นำ ทำ การ ผลิต วง จร ที่ สามารถ นำ ไป ใช้กับคอมพิวเตอร์ พื้น ฐาน เดียว กัน ได้ ใน ช่วง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1960 ได้ มี การ นำ ทรานซิสเตอร์ หลาย ๆ ตัว มา บรรจุ ลง ใน ซิลิคอน เพียง ตัว เดียว โดย ทรานซิสเตอร์ แต่ ละ ตัว จะ ถูก เชื่อม ต่อ กัน โดย โลหะ ขนาด เล็ก เพื่อ สร้าง เป็น วง จร แบบ ต่าง ๆ เช่น เกต ฟลิปฟลอป รีจิสเตอร์ วง จร บวก วง จร ที่ สร้าง จาก เทคโนโลยี เซ มิ คอน ดักเตอร์แบบ ใหม่ นี้ เรียก ว่า ไอ ซี (integrated circuit : IC) ใน ช่วง กลาง ทศ วรรษ ที่ 1960 ได้ มี การ ผลิต ไอ ซี พื้น ฐาน ที่ เป็น แบบ small และ medium scale integration (SSI และ MSI) ทำ ให้ นัก ออก แบบ สามารถ เลือก ใช้ งาน ไอ ซี ได้ หลาย แบบ เทคโนโลยีไดซี นี้ ถูกแลัก ดัน ออก 2 แนว ทางคือ การ พัฒนา ทางด้าน เทคนิค เพื่อ ลด ต้น ทุน การ ผลิต และ อีก แนว ทางหนึ่ง ก็ คือ การ เพิ่ม ความ ซับ ซ้อน ให้กับวง จร การ นำ ไอ ซี มา ใช้ ใน มิ นิ คอมพิวเตอร์ ทำ ให้ มี ความ สามารถ สูง ขึ้น มิ นิ คอมพิวเตอร์ ขนาด เท่า โต๊ะ ใน ช่วง ทศ วรรษ ที่ 1960 นั้น มี ประ สิทธิ ภาย พอ กับคอมพิวเตอร์ขน่าดเท่า ห้อง ใน ช่วง ปลาย ทศ วรรษ ที่ 1950 และ มิ นิ คอมพิวเตอร์ รุ่น ใหม่ ขนาด เท่า ลิ้น ชัก ราคา 10,000 ดอลลาร์ มี ประสิทธิภาพ พอ ๆ กับมิ นิ คอมพิวเตอร์ รุ่น เก่า ขนาด เท่า โต๊ะ ที่ มี ราคา ถึง 100,000 ดอลลาร์ จาก ที่ กล่าว มา แล้ว ว่า เทคโนโลยี ไอ ซี มี การ พัฒนา มา ตั้ง แต่ กลาง ทศ วรรษ ที่ 1960โดย ใน ช่วง ปลาย ทศ วรรษ ที่ 1960 และ ต้น ทศ วรรษ ที่ 1970 ได้ เริ่ม นำ เอา วง จรดิจิตอลมาส ร้าง รวม กัน และ บรรจุ อยู่ ใน ไอ ซี เพียง ตัว เดียว เรา เรียก ไอ ซี ตัว นี้ ว่า large-scale integration (LSI) และ ใน ช่วง ทศ วรรษ ที่ 1980ได้ มี การ นำ เอา ทรานซิสเตอร์ มาก กว่า 100,000ตัว มา ใส่ ลง ใน ไอ ซี เพียง ตัว เดียว เรา เรียก ไอ ซี ตัว นี้ ว่า very large-scale integration (VLSI) ซึ่ง เป็น ที่ นิยม ใช้ กัน อย่าง แพร่ หลาย วง จร LSI ใน ตอน แรก นั้น ถูก ผลิต ขึ้น เพื่อ ใช้กับงาน เฉพาะ อย่าง แต่ ก็ มี วง จร LSI บาง ชนิด ที่ ถูก ผลิต ขึ้น เพื่อ ใช้กับงาน ทั่ว ๆ ไป เรา จะ เห็น การ พัฒนา ของ วง จร LSI ได้ อย่าง ชัด เจน โดย ดู ได้ จาก การ พัฒนา ของเครื่องคิด เลข โดยเครื่องคิด เลข เริ่ม แรก จะ ใช้ ไอ ซี จำนวน 75 ถึง 100 ตัว ต่อ มา วง จร LSI ชนิด พิเศษ ได้ ถูก นำ มา แทน ที่ ไอ ซี เหล่า นี้ โดย ใช้ วง จร LSI นี้ เพียง 5 ถึง 6 ตัว และ ต่อ มา ช่วง กลาง ทศ วรรษ ที่ 1970 วง จร LSI เพียง ตัว เดียว ก็ สามารถ ใช้ แทน การ ทำ งาน ทั้ง หมด ของเครื่องคิด เลข ได้ หลัง จาก ที่ วง จร คำนวณ ได้ ถูก ลด ขนาด ลง สถาปัตยกรรม ของ คอมพิวเตอร์ ก็ ถูก ลด ขนาด ลง ด้วย โดย เหลือ เป็น ไอ ซี เพียง ตัว เดียว และ เรา เรียก ว่า ไมโคร โปรเซสเซอร์ (microprocessor) เรา สามารถ โปรแกรม ไมโคร โปรเซสเซอร์ เพื่อ ให้ มัน ทำ งาน เฉพาะ อย่าง ได้ ดัง นั้น มัน จึง ถูก นำ ไป ใช้ เป็น ส่วน ประกอบ ที่ สำคัญ ใน สิน ค้า เช่น ใน เตา อบ ไมโครเวฟ เครื่องโทรศัพท์ ระบบ ควบ คุม อัตโนมัติ เป็น ต้น ตั้ง แต่ ช่วง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1970 ได้ มี การ ปรับ ปรุง สถาปัตยกรรม ของ ไมโคร โปรเซสเซอร์ เพื่อ เพิ่ม ความ เร็ว และ เพิ่ม ประสิทธิภาพ ใน การ คำนวณ ไมโคร โปรเซสเซอร์ ช่วง แรก จะ ประมวล ผล ข้อ มูล ที ละ 4บิต หรือ เรียก ว่า ใช้ เวิร์ด ข้อ มูล ขนาด 4 บิตซึ่ง ทำ งาน ได้ ช้า แต่ ต่อ มา ได้ มี การ พัฒนา ไมโคร โปรเซสเซอร์ ใหม่ ที่ ทำ งาน ได้ เร็ว ขึ้น ซึ่ง ก็ คือ ไมโคร โปรเซสเซอร์ ขนาด 8 บิต และ พัฒนา จน เป็น ไมโคร โปรเซสเซอร์ ขนาด 16 บิต และ 32 บิตใน ที่ สุด
ชุด คำ สั่ง (instruction set) ใน ไมโคร โปรเซสเซอร์ จะ มี ขนาด เพิ่ม ขึ้น และ มี ความ ซับ ซ้อน มาก ขึ้น เมื่อ จำนวน บิตของ ไมโคร โปรเซสเซอร์ เพิ่ม ขึ้น ไมโคร โปรเซสเซอร์ บาง ตัว จะ มี ความ สามารถ พอ ๆ กับหรือ เหนือ กว่า มิ นิ คอมพิวเตอร์ ทั่ว ไป ใน ช่วง ต้น ทศ วรรษ ที่ 1980 ได้ มี การ พัฒนา ระบบ ไมโคร โปรเซสเซอร์ ขนาด 8 บิตที่ มี หน่วย ความ จำ และ มี ความ สามารถ ใน การ ติด ต่อ สื่อ สาร ระบบ นี้ มี ชื่อ เรียก ว่า ไมโคร คอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ ไมโคร โปรเซสเซอร์ ชิปเดี่ยว ซึ่ง ได้ มี การ นำ ไป ใช้ อย่าง แพร่ หลาย เพื่อ ควบ คุม การ ทำ งาน ของ อุปกรณ์ ต่าง ๆ เช่น คีย์ บอร์ด เครื่องเล่น วี ดี โอ เท ป โทร ทัศน์ เตา อบ ไมโครเวฟ โทรศัพทื์ที่ มี ความ สามารถ สูง และ อุปกรณ์ ต่าง ๆ ใน ด้าน อุตสาหกรรม
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น